LPP ยกระดับการดูแล 200 ชุมชน ฝ่าวิกฤติ”โควิด”ระลอกใหม่

LPP ประกาศ 12 มาตรการยกระดับการดูแลและการบริหารชุมชนกว่า 200 ชุมชน ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธ์ใหม่-2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ ภายใต้แนวคิด “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน”
 
นางสาวสมศรี เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัทบริหารจัดการชุมชนในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) กล่าวว่า จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ซึ่งกระจายไปทั่วประเทศ บริษัท ได้ประกาศ 12 มาตรการเพื่อยกระดับการดูแลชุมชนภายใต้การบริหารงานของ LPP ที่มีมากกว่า 200 ชุมชน จำนวนผู้อยู่อาศัยประมาณ 300,000 คน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในชุมชน และมีส่วนในการตรวจคัดกรองผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อในชุมชน เป็นส่วนหนึ่งในการลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายใต้แนวคิด “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” โดยนำเอาแนวทาง “D-M-H-T-T: Distancing, Mask Wearing , Hand Washing, Testing, Thai Chana” ของกระทรวงสาธารณสุข มาใช้ในการกำหนดมาตรการเพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับสมาชิกในชุมชน

12 มาตรการการดูแลชุมชนประกอบด้วย 1. การแบ่งทีมงานบริหารจัดการให้ดูแลชุมชนได้ตลอด 24 ชั่วโมงใน 7 วัน ตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา และต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยลดความเสี่ยงการติดเชื้อของทีมงาน เพื่อไม่ให้การบริการสะดุด 2. การบริหารจัดการพัสดุ โดยมีการคัดแยก ตรวจสอบ และส่งมอบ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อในชุมชน 3. การคัดกรองผู้เข้าโครงการอย่างเข้มงวดด้วยการตรวจวัดอุณหภูมิทุกคน จัดทางเข้า-ออก ให้เหลือทางเดียว ขึ้นทะเบียนผู้เข้าพักอาศัยรายใหม่

4. การบริหารพื้นที่ส่วนกลาง โดยควบคุมหรืองดให้บริการในพื้นที่ส่วนกลางที่เป็นจุดเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาด อาทิ พื้นที่สันทนาการ สระว่ายน้ำ และควบคุมพื้นที่ในการใช้ลิฟต์โดยสาร  รวมถึงการเพิ่มจุดที่นั่งเพื่อเว้นระยะห่าง และการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลางทุก 1 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อในชุมชน 5. การลดการสัมผัสในการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยการเปิด application LPN Bill Payment เพื่อลดความเสี่ยงในการรับเงินสด ซึ่งทั้งธนบัตรและเหรียญอาจเป็นที่แพร่เชื้อ

6. การรับ-ส่งอาหารและสิ่งของ มีการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับรับ-ส่งอาหารในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกและเว้นระยะห่างระหว่างผู้ส่งอาหารและผู้พักอาศัย เตรียมน้ำยาทำความสะอาดไว้บริการ. 7. การคัดแยกขยะปนเปื้อน โดยเพิ่มถังขยะติดเชื้อ เพื่อใช้สำหรับการทิ้งขยะปนเปื้อน อาทิ หน้ากากอนามัย และมีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อขยะติดเชื้อ ก่อนนำไปทิ้งที่ถังรอพักขยะส่วนกลาง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ

8. การเว้นระยะห่าง (Social Distancing) จัดพื้นที่การให้บริการในสำนักงานนิติบุคคลโดยเว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า  1 เมตร และทุกพื้นที่ในชุมชน ให้การบริหารจัดการปลอดภัยต่อผู้พักอาศัย 9. มาตรการด้านความสะอาดและความปลอดภัย เน้นการทำความสะอาดลิฟท์โดยสารและจุดสัมผัสต่าง ๆ ทุก 1 ชั่วโมง ทำความสะอาดโต๊ะเก้าอี้ในพื้นที่ส่วนกลาง ทุก 2 ชั่วโมง  ทำความสะอาดคีย์การ์ด บัตรผู้เข้ามาในโครงการ (Visitor) และบัตรวางหน้ารถทุกครั้งที่มีการใช้งาน และเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดระยะเวลาการปฏิบัติงาน

10. การฉีดพ่นเพื่อกำจัดเชื้อไวรัส โดยจัดให้มีการฉีดพ่นและเช็ดถูด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อในพื้นที่ส่วนกลาง และกรณีที่พบผู้พักอาศัยติดเชื้อจะมีการจัดการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในห้องชุดที่ผู้ติดเชื้อพักอาศัย และบริเวณโดยรอบ 11. การบริหารการสื่อสารภายในชุมชน มีการประชาสัมพันธ์และรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ LPN Connect ให้เจ้าของร่วมได้รับทราบความเคลื่อนไหวและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภาพรวมและภายในชุมชน

12. การกำหนดระเบียบและการปฏิบัติตัวของพนักงานผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวดทั้งเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย การตรวจวัดอุณหภูมิ และการดูแลพื้นที่ส่วนกลางอย่างเข้มงวดเพื่อลดการแพร่ระบาดในพื้นที่ของชุมชน รวมถึงการจัดให้มีระเบียบ ข้อปฏิบัติเพิ่มเติมตามสถานการณ์อย่างเหมาะสมทันเวลา
 
นอกจากมาตรการทั้ง 12 มาตรการแล้ว นางสาวสมศรี กล่าวว่า LPP ได้ออกแบบการบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยมีระบบสั่งการแบบ Call Tree เพื่อให้การสั่งการเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมี “ทีมฉุกเฉิน” เป็นทีมที่เข้าไปบริหารจัดการพื้นที่กรณีที่ผู้จัดการนิติบุคคลแจ้งมายังทีมบริหารว่า พบผู้ติดเชื้อในชุมชนทันทีที่ได้รับแจ้ง “ทีมฉุกเฉิน” จะดำเนินการควบคุมจัดการพื้นที่เสี่ยงในโครงการตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในพื้นที่ เข้มงวดในการตรวจสอบผู้ที่เข้าในอาคารทุกคน และกำหนดแนวปฏิบัติของแต่ละชุมชนตามผลการตรวจสอบเส้นทาง (Time Line) ที่ผู้ติดเชื้อเดินทางในชุมชนตลอด 7-14 วัน ด้วยการตรวจสอบผ่านทาง CCTV และแจ้งเจ้าของร่วมรับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโครงการ ซึ่งแผนดังกล่าวจะมีการปรับเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทั้งในชุมชนและตามที่หน่วยงานต่างๆ จะมีประกาศหรือมีคำสั่งออกมาในอนาคต

“ถึงแม้การระบาดในรอบนี้จะกระจายไปในวงกว้าง แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราเรียนรู้และออกมาตรการเพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับชุมชนและเจ้าของร่วมที่เราดูแลอยู่ เพื่อให้ทุกกิจกรรมการใช้ชีวิตในชุมชนที่เราดูแลเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย เราต้องยอมรับว่าอาจพบผู้ปวยในโครงการของเราที่เกิดจากการเดินทางไปทำงานหรือการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีการแพร่ระบาดของสมาชิกในชุมชน แต่ทุกมาตรการที่เราออกมาทั้ง 12 มาตรการ จะทำให้เราสามารถดูแลให้ทุกชุมชนของเราไม่ใช่พื้นที่ที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาด (Super Spreader) ของการแพร่เชื้อดังกล่าว และจะทำให้ทุกคนยังสามารถใช้ชีวิตได้เกือบปกติอย่างปลอดภัยภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะชุมชนที่เราดูแลและมี DNA ของความ “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” เป็นพื้นฐานที่ชัดเจน” นางสาวสมศรี กล่าว