TASP เร่งเผยแพร่องค์ความรู้ เนื่องในวัน “ป้องกันการฆ่าตัวตายโลก”

เมื่ออ่อนล้าจะคอยรับฟัง ถ้าหมดหวังจะส่งพลังให้กัน….สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย (TASP) ผนึกพันธมิตรเครือข่ายร่วมจัดกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อร่วมป้องกันการฆ่าตัวตาย เนื่องใน “วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก” เดินหน้าเผยแพร่ช่องทางรับฟังความเห็น แนะนำ ปรึกษาให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุมทั่วประเทศแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะ ‘ชีวิต’ ยังต้องดำเนินอีกต่อไป

ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย (Thai Association for Suicide Prevention: TASP) เปิดเผยว่า ร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สมาคมเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาวะไทย สมาคมสะมาริดันส์แห่งประเทศไทย สมาคมสายใยครอบครัว เครือข่ายก่อการต้านเศร้า โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัม เจียไต๋ จำกัด CP All และไอค่อนสยาม จัดกิจกรรม เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ POWER TO LIVE 2026 ครั้งที่ 2 เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านการป้องกันการฆ่าตัวตายแก่สาธารณชน

ทั้งนี้เพราะเป็นการสานต่อแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHo) ทีกำหนดให้วันที่ 10 กันยายนของทุกปีเป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก สมาคมฯได้จัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันการฆ่าตัวตาย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ตลอดจนเสริมสร้างพลังใจ ความหวัง และการเห็นคุณค่าในตนเอง อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคมเพื่อให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤตชีวิตและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความหมาย

การเสวนา “ร่วมกันป้องกันการฆ่าตัวตาย” จัดโดยสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก 2569 – World Suicide Prevention Day 2026  ซึ่งปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “POWER TO LIVE #2 2026” “เมื่ออ่อนล้าจะคอยรับฟัง ถ้าหมดหวังจะส่งพลังให้กัน” โดยสมาคมฯได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณหลายท่าน อาทิ พญ.เลิศลักษณ์  ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงปัญหาสุขภาพจิต นับเป็นปัญหาสำคัญของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากสภาวะความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพฯที่มีแต่ความเร่งรีบ เริ่มจากการออกจากบ้าน ต้องเผชิญกับการจราจร หรือการทำมาหากิน ภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่ชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนชนบท สิ่งเหล่านี้ทำให้คนกรุงเทพฯ มีภาวะความเครียดสูงถึง 5% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 2.7%  จากการสำรวจพบว่าคนกรุงเทพฯมีความเครียดเล็กๆน้อยๆ ถึง 90% เครียดปานกลาง 6% และเครียดมาก 1% และพบว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าถึง 6%

จากข้อมูลยังพบว่าอายุเฉลี่ยของผู้ที่มีภาวะเสี่ยงโรคซึมเศร้ามากที่สุดคือกลุ่มอายุ 15-24 ปี  รองลงเป็นกลุ่มวัยแรงงาน ทั้งนี้กรุงเทพมหานครยังเตรียมเริ่มสำรวจคัดกรองความเครียดในเด็กวัยเรียน โดยร่วมกับศูนย์สาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร คัดกรองเด็กระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดกทม. 100 แห่ง (ร.ร.กทม. 437 แห่ง) เริ่ม 1 ตุลาคมนี้เพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาภาวะสุขภาพใจของเด็กกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่เบื้องต้น ก่อนที่เด็กจะมีภาวะความเครียดสะสม ทำให้เกิดอันตรายต่อตนเอง และคนรอบข้าง

พล.ร.ต.นพ.วศิน บำรุงชีพ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงปัจจุบันการทำร้ายตัวเองมีหลายด้าน ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้ารุนแรง ทำลายตัวเอง บางครั้งปัจจัยมาจากความหุนหันพลันแล่น ภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ตัดสินแบบนั้น แต่ก็มีจำนวนค่อนข้างมากที่พบว่าการทำร้ายตนเองไม่ได้มาจากภาวะซึมเศร้า และไม่ได้หวังฆ่าตัวตาย แต่เป็นเพียงเพราะอารมณ์เป็นลบในขณะนั้น  และต้องการลงโทษตัวเองเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่พบในกลุ่มวัยรุ่น เนื่องจากภาวะทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก คนในกทม.มักอยู่คนเดียว โดยเฉพาะเด็กอายุเพียง 17-18 ปีต้องอยู่ตามลำพัง จัดการทุกอย่างคนเดียว ทั้งการเรียน การงาน ทำให้มีความเครียดสะสมเกิดขึ้น

ดังนั้นต้องเพิ่มช่องทางการระบาย หรือการให้ความรู้เรื่องสุขภาพจิต ผ่าน เพจ หรือเฟสบุ๊ค รวมถึงในโรงเรียนต้องมีชมรม หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นให้อย่างน้อยเด็กได้ระบายออก เพราะการมีเพื่อนหรือมีคนรับฟังจะช่วยป้องกันความคิดลบได้ ขณะเดียวกันต้องรู้จักความภาคภูมิใจในตัวเอง และรู้จักให้อภัยตัวเองในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วย

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต  กรมสุขภาพจิต กล่าวถึงสถิติการฆ่าตัวตายสำเร็จในคนไทย พบ 8 ต่อแสนประชากร  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 2-3% แต่กลับพบว่าเด็กวัยรุ่นมีความพยายามฆ่าตัวตาย แต่ไม่สำเร็จ  หรือจริงๆ แล้วไม่ได้คิดฆ่าตัวตาย เพียงแต่ต้องการ ทำร้ายตัวเอง เพื่อเป็นการปลดปล่อยความเครียดออกไป โดยพบในกลุ่มเด็ก 15 ปีขึ้นไป จำนวนถึง 140-170 ต่อแสนประชากร และรองลงมาเด็กอายุ 12-15 ปีจำนวน 30 ต่อแสนประชากร

ทั้งนี้เมื่อนำข้อมูลการทำร้ายตัวเองมาเปรียบเทียบกับอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จในกลุ่มวัยรุ่นจะพบว่า การฆ่าตัวตายสำเร็จมักจะมีปัจจัยของโรคทางจิตเวช ซึมเศร้า  และยาเสพติดร่วมด้วย รวมถึงมีปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง  
ดังนั้นการหยุดยั้งปัญหาการทำร้ายตัวเองจึงต้องหยุดการเข้าถึงอาวุธทุกชนิด เช่นเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ที่พบคนฆ่าตัวตายจากการจุดเตาถ่าน เมื่อมีการควบคุมอัตราการฆ่าตัวตายก็ลดลง เช่นเดียวกับการกระโดดสะพานฆ่าตัวตายใน กทม. เมื่อมีการตั้งสายตรวจ ติดตั้งกล้องวงจรปิด อัตราการฆ่าตัวตายก็ลดลง

ส่วนเหตุความรุนแรงในเด็กวัยเรียน จากข่าวปัจจุบัน ทั้งเด็กใช้อาวุธปืนทำร้ายครู ,เพื่อน และตัวเอง ร่วมเด็กที่มีภาวะซึมเศร้า ใช้อาวุธปืนไปก่อเหตุในโรงเรียน ก็จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการเข้าถึงอาวุธได้ง่าย ไม่ว่าเด็กจะมีภาวะจิตใจอย่างไร หากไม่เข้าถึงอาวุธก็ไม่สามารถก่อเหตุได้  ทั้งการทำร้ายตัวเอง และคนอื่น อย่างไรก็ตามทางโรงเรียนต้องเพิ่มมาตรการสอดส่อง และติดตามเด็กกลุ่มเสี่ยงเพื่อให้สามารถระงับเหตุได้ทัน เพราะส่วนใหญ่เด็กมักมีการส่งสัญญาณก่อนที่จะก่อเหตุ เช่น การบ่นกับเพื่อน

นายปวริศ สุขนิรันต์ ผอ.สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอด 38 ปี ของสะมาริตัน ฯ มีผู้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามผ่านหมายเลข 02-113-6789 เพื่อระบายและขอรับการรักษา ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน รองลงมากลุ่มวัยรุ่น อายุ 15-20 ปี โดยพฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นเมื่อเผชิญกับภาวะความเครียด หรืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงมักเลือกรับบริการผ่านช่องทางเพจความรู้ต่างๆ หรือสอบถามข้อมูลผ่านแชต รวมถึงการสอบถาม AI ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT เป็นต้น ดังนั้นต้องเพิ่มช่องทางการเข้าใจข้อมูล ความรู้ หรือการคัดกรอง สภาพจิตใจ รวมถึงการดูแลสภาพจิตใจอย่างไรเมื่อเผชิญปัญหาผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันต้องเพิ่มทักษะการรับฟัง ไม่ตัดสิน ในกลุ่มผู้ปกครอง และครูในโรงเรียน เพราะการะบายผ่านช่องทาง AI แม้จะถือว่าเป็นการได้ระบายออก แต่ไม่สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องและมีปฎิสัมพันธ์ได้ดีเทียบเท่ามนุษย์

ทั้งนี้ผศ.(พิเศษ)นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย กล่าวในตอนท้ายว่า การสื่อสารเป็นช่องทางสำคัญในการกู้วิกฤตชีวิตได้ โดยเฉพาะปัญหาการฆ่าตัวตาย  ทักษะการรับฟังโดยไม่ตัดสิน เพราะสาเหตุของการจบชีวิตมักมาจากรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง หมดหวัง และหากคนในครอบครัวมี 1 คนที่ฆ่าตัวตาย มักเกิดผลกระทบกับคนในครอบครัวใกล้ชิดไม่ต่ำกว่า 6 คน เกิดบาดแผลทางใจ คิดวนๆ ซ้ำๆเสี่ยงซึมเศร้า และนำไปสู่การจบชีวิตตาม นี่ยังไม่นับความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการฆ่าตัวตาย

“การรวมกันของจิตแพทย์ครั้งนี้จัดว่าเป็นการระดมความคิดเห็น ยับยั้ง ป้องกัน การฆ่าตัวตาย โดยพบว่าข้อมูลที่น่าตกใจที่วัยรุ่นส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมลงโทษตัวเองด้วยการทำร้ายร่างกายตัวเองเพิ่มมากขึ้น ชี้หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนต้องเพิ่มช่องทางการสื่อสาร เพื่อยับยั้งให้สอดคล้องรับจริตของวัยรุ่น ทั้งแชตออนไลน์ ความรู้ผ่านเพจ ขณะเดียวกันต้องอบรมปลูกฝัง ‘ทักษะรับฟังโดยไม่ตัดสิน’ ให้ผู้ปกครอง และครูมากขึ้น เพื่อคลายปมในใจ“