กรมการแพทย์ สธ.ทวงสคร.-ครม. เร่งคลอดร่วมทุน “สร้างอาคารแพทย์ย่านพหลโยธิน”

โครงการสร้าง “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์สธ.” ส่อแท้งหลังสคร.ยื้อชงคณะกรรมการพีพีพี อธิบดีกรมการแพทย์สธ.วอนสคร.-ครม.เร่งเคาะความชัดเจนเหตุศูนย์กลางคมนาคมขนาดใหญ่ควรมีการแพทย์ไว้รองรับ จับตาที่ตั้งกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ออกแบบใช้แปลง A แต่ใช้พื้นที่จริงแปลง D วงในลือหึ่งหวังเบียดศูนย์การแพทย์สธ.พ้นพื้นที่อ้างเหตุที่ดินทำเลทอง

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผย UCD News ว่าขณะนี้รอการพิจารณาเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน – PPP เห็นชอบให้กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินโครงการก่อสร้าง “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข : สธ.” บนพื้นที่ 15 ไร่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) บริเวณแปลง D พื้นที่ต่อเนื่องกับโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร ของรฟท.และที่ตั้งกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ แม้ว่าจะได้ชี้แจงให้รายละเอียดหลายครั้งแต่จนถึงขณะนี้กลับพบว่าไม่มีความคืบหน้าการพิจารณาเสนอคณะกรรมการพีพีพี

สำหรับวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ กรมการแพทย์ สธ.บนพื้นที่ดังกล่าวเพราะเห็นว่าจากเหตุการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตนเห็นว่าหากสถานีกลางบางซื่อเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนาดใหญ่ควรจะมีศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่รองรับหากมีเหตุฉุกเฉินเช่นในปัจจุบัน ประการสำคัญศูนย์การแพทย์แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมความเป็นเลิศทางการแพทย์เฉพาะทางด้านต่าง ๆ จากหน่วยงานในสังกัดกรมการแพทย์ เช่น ด้านกระดูกจะมีโรงพยาบาลเลิดสินที่มีความเลิศด้านโรคกระดูก, โรคผิวหนังโดยสถาบันโรคผิวหนัง, รวมถึงโรคมะเร็งที่จะมีสถาบันมะเร็งแห่งชาติให้การสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายว่าจะให้เป็น ต้นแบบศูนย์การแพทย์ทางรางในการส่งต่อผู้ป่วยต่าง ๆ มาทางระบบขนส่งทางราง เนื่องจากศูนย์การแพทย์แห่งนี้ก็ตั้งอยู่ในสถานีกลางบางซื่อนั่นเอง

ในส่วนของเอกชนที่เข้ามาร่วมลงทุนจะเข้ามารับผิดชอบในส่วนการก่อสร้าง และบริหารจัดการในส่วนของ nonmedical คือ พื้นที่เชิงพาณิชย์ หรือเซอร์วิสแอเรียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า ร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ รวมถึงส่วนของอาคารที่จอดรถ ขณะที่ในส่วนของบริการทางการแพทย์ภาครัฐโดยกรมการแพทย์จะเป็นผู้ดูแล ซึ่งการบริหารจัดการจะทำในรูปแบบองค์การมหาชน เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหาร หลุดจากการเป็นโรงพยาบาลรัฐ

โดยโครงการนี้ได้มีการทำบันทึกความร่วมมือกับรฟท.ไว้แล้ว หากสคร.นำเข้าเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) กรมการแพทย์ก็จะเร่งดำเนินการศูนย์การแพทย์แห่งนี้ได้รวดเร็วขึ้น ยืนยันว่าต้องการสร้างศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ไว้รองรับสำหรับศูนย์กลางคมนาคมขนาดใหญ่ กรมการแพทย์มีความพร้อมเต็มที่ ติดอยู่ที่สคร.และครม.เท่านั้น หากผ่านการอนุมัติก็จะได้ตัวโครงการชัดเจนคืนมาและแผนปฏิบัติที่จะเร่งขับเคลื่อนโครงการต่อไปได้ อีกทั้งโครงการนี้นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันให้การสนับสนุนเต็มที่ โดยขอเช่าที่ดินของรฟท. 30 ปีไปดำเนินการ

“กรมมีความพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้มานาน 4-5 ปีแล้วศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้รองรับไว้แล้วเพื่อมุ่งดูแลและให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนบนศูนย์กลางขนาดใหญ่ด้านคมนาคมขนส่งแห่งนี้ได้อย่างรวดเร็วทันท่วงทีนั่นเอง ที่นี่จัดว่าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่ครบถ้วนแต่ไม่มีศูนย์การแพทย์ไว้ให้บริการ กรมการแพทย์เน้นศูนย์ความเป็นเลิศ ศูนย์บริการครบวงจรมาไว้ที่นี่ มีมูลค่าทั้งโครงการเกือบ 1 หมื่นล้านบาทให้เอกชนลงทุนสร้างและรัฐจะรีเทินกลับคืนให้ในแต่ละปี โดย 2 ปีแรกปลอดการจ่าย เริ่มคืนในปีที่ 3 ขณะนี้เป็นห่วงในความล่าช้าของกระบวนการร่วมลงทุนที่ค้างจากการพิจารณาของสคร.และครม.เท่านั้น”

ด้านนางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.) กล่าวว่า โครงการนี้ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพีพีพีไปรอบหนึ่งแล้ว แต่มีความเห็นให้เรื่องดังกล่าวส่งคืนให้กรมการแพทย์กลับไปทบทวนโครงการกรณีค่าเช่ากับรฟท.และเรื่องการทดแทนให้รฟท.ว่าจะมีการสร้างอะไรบ้างอาทิ สร้างอาคารโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร เป็นต้น

“ขณะนี้มีประเด็นความเห็นข้อสังเกตของคณะกรรมการพีพีพีให้กลับไปดำเนินการโดยเรื่องยังไม่ส่งคืนมาให้สคร. ประเด็นคือจะต้องสร้างอาคารให้โรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากรให้รฟท.อย่างไรบ้าง จึงยังมีรายละเอียดที่บอร์ด PPP เห็นว่ายังไม่ชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องผลตอบแทน IRR เนื่องจากโครงการนี้รัฐต้องอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลด้วย หากไม่ชัดเจนแล้วจะทำให้ TOR ออกมามีปัญหาติดขัดได้ จึงให้กลับไปปรับปรุงให้ชัดเจนคาดว่าจะมีการนำกลับมาเสนอให้พิจารณาใหม่ได้ จึงขอยืนยันว่าไม่ได้ติดปัญหาล่าช้าอยู่ที่สคร.”

ด้านนายจิรุตม์ วิศาลจิตร ประธานคณะกรรมการ(บอร์ดรฟท.)กล่าวว่า ทราบรายงานว่าเรื่องนี้รฟท.โดยฝ่ายบริหารทรัพย์สินได้ประสานกับกรมการแพทย์หลายครั้ง ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2564 ยังได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการอะไรบ้างให้รฟท. อาทิ อาคารของโรงพยาบาลยุรฉัตรไชยากร เป็นต้น ส่วนการย้ายออกของกองเศษวัสดุต่างๆ การปรับพื้นที่นั้นเอกชนที่มาร่วมลงทุนจะเป็นผู้ดำเนินการ

ทั้งนี้ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ทุกแปลง ส่วนแปลง A นั้นยังอยู่ระหว่างการทบทวนของรฟท.หลังเปิดประมูล 2 ครั้งไม่มีเอกชนแสดงความสนใจ ส่วนจะให้เป็นที่ตั้งของกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่หรือไม่นั้นคงต้องรอให้รฟท.เสนอขึ้นมายังบอร์ดรฟท.พิจารณาก่อน ส่วนแปลง D ย่านถนนกำแพงเพชร 2 ปัจจุบันเป็นพื้นที่ของศูนย์การโยธารฟท.ที่เอ็มโอยู(MOU) กับกรมการแพทย์ได้ดำเนินการไปแล้วเพื่อพัฒนาศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ของสธ.

สอดคล้องกับแหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่งของรฟท.กล่าวว่า รูปแบบการร่วมทุนของโครงการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์ สธ. คือ ให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง บำรุงรักษาอาคาร และจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั้งหมด ส่วนภาครัฐโดยกรมการแพทย์จะเป็นผู้บริหาร และให้บริการรักษาพยาบาลแก่ผู้ใช้บริการ ระยะเวลาสัญญา 34 ปี (ระยะก่อสร้าง 4 ปี) กำหนดอัตราค่าเช่าที่ดิน 49.50 ล้านบาทต่อปี (ปรับเพิ่ม 5% ทุกปี) รฟท.รับรายได้จากค่าเช่าตลอดอายุสัญญารวมกว่า 2,000 ล้านบาท

สอดคล้องกับแหล่งข่าวกรมการแพทย์รายหนึ่งกล่าวว่า พื้นที่จุดนั้นเป็นทำเลทอง พบว่าจุดที่ตั้งของกระทรวงคมนาคมอยู่ในบริเวณนั้นด้วย จึงมีหลายหน่วยให้ความสนใจ ขึ้นอยู่กับนโยบายระดับสูงว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป แม้จะมีการลงนามเอ็มโอยูแล้วก็ตาม แต่ยืนยันว่าได้ส่งรายงานเรื่องนี้ต่อสคร.หลายครั้งหลายฉบับแม้กระทั่งข้อสรุปเมื่อเดือนมกราคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละครั้งก็มีรฟท.เข้าไปร่วมด้วยแต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งๆที่เรื่องนี้รฟท.รับทราบมาเป็นอย่างดีตั้งแต่ต้น