“บิ๊กดาต้า...กับ...โอเพ่นดาต้า”

ฐานข้อมูลสำคัญชี้ทิศทางพัฒนาเมือง

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ(Smart City) ของบริษัทพัฒนาเมืองต่างๆปัจจุบันพบว่ามีการนำข้อมูลหรือ “ดาต้า” มาปรับใช้กับการออกแบบเมืองให้สอดคล้องกับทิศทางหรือแนวทางการเติบโตของเมืองเนื่องจากบางเมืองโดยเฉพาะหัวเมืองหลักสำคัญในแต่ละภูมิภาคพบว่ามีความเจริญเติบโตในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของห้างสรรพสินค้า โรงแรม ที่อยู่อาศัยเพิ่มความหนาแน่นมากขึ้น

ความสำคัญในเรื่องนี้ UCD News ได้สัมภาษณ์พิเศษ รศ.ดร.รัฐสิทธิ์ สุขะหุต ผู้อำนวยการ สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้านักวิจัยเรื่อง open data /city data ในโครงการ “การศึกษาเครื่องมือและกระบวนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ” การสนับสนุนภายใต้แผนงานการพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ว่าเรื่อง open data เน้นเรื่องการทำข้อมูลซึ่งเป็นพื้นฐานของการทำเมืองอัจฉริยะหรือ smart city โดยอ้างอิงร่วมกับข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติทำให้เห็นว่าศักยภาพของการพัฒนาแต่ละเมืองยังแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างจังหวัดภูเก็ต มีบริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของภาคเอกชนที่เข้มแข็งจึงสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองไปได้อย่างรวดเร็วกว่าเมืองอื่นๆ

สำหรับเรื่องโอเพ่นดาต้าผู้สนใจสามารถเข้าไปติดตามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเวบไซต์ http://Thaiopendata.org/ โดยครั้งนี้จะกล่าวถึงเรื่องการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นข้อมูลแบบเปิดที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นๆ ได้ นำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างอิสระ ข้อมูลฟรี เป็นสาธารณะ ซึ่งข้อมูลโอเพ่นดาต้าที่ใช้สำหรับวัดความเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Goverment คือการเปิดเผยข้อมูลหน่วยงานภาครัฐนั่นเอง ไม่ว่าจะ เป็นข้อมูลการเงิน การคลัง ข้อมูลสถิติต่างๆ เพื่อความโปร่งใสของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งประชาชนทั่วไปจะได้ทราบว่าเมืองนั้นๆ มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ตลอดจนข้อมูลทางเศรษฐกิจ การคมนาคมขนส่ง รายได้ของประชากร ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเพียงพอหรือไม่ เป็นต้น โดยสามารถนำไปต่อยอดด้วยการวิเคราะห์เพื่อมองข้อมูลในภาพรวมและด้านอื่นๆต่อไปได้ เพื่อมองแนวโน้มย้อนหลังไปในอดีตได้อีกทางหนึ่งด้วย

“ดาต้า” จะชี้ทิศทางพัฒนาเมืองได้อย่างไรบ้าง

เรียกว่าเป็นคลังข้อมูลให้นักวิจัยนำไปปรับใช้ต่อการพัฒนาเมืองนั้นๆ ได้ ซึ่งในต่างประเทศเรียกว่า Open City Data พบว่ากว่า 100 เมืองทั่วโลกมีการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ทั้งสิ้น พร้อมกับตกลงกันว่าจะแบ่งข้อมูลออกมาเผยแพร่ได้กี่ด้าน เนื่องจากตามปกติจะแบ่งออกได้เป็น 10 ด้าน เช่น ข้อมูลพื้นฐานทางกายภาพ ไฟฟ้า ประปา เศรษฐกิจ การศึกษา ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ด้านขนส่ง โลจิสติกส์ ด้านการจราจร ข้อมูลธุรกิจ GPP การมีส่วนร่วมของชุมชนและข้อมูลด้านสุขภาพ เป็นต้น


ในส่วนการพัฒนาเมืองนั้น สิ่งที่เห็นภาพชัด ได้แก่ เรื่องสมาร์ทซิตี้ ที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลบิ๊กดาต้า ตลอดจนเรื่องขนส่งมวลชน และเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยวที่จับต้องได้แล้ว อันเกิดจากการบูรณาการร่วมกันจากทุกฝ่ายในพื้นที่ บางโครงการเช่นที่ขอนแก่นเป็นความร่วมมือต่อกันระหว่างภาครัฐคือเทศบาลนครขอนแก่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยวิทยาลัยปกครองท้องถิ่น ร่วมกับภาคเอกชนคือ บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ขับเคลื่อนโครงการให้เดินหน้าต่อเนื่องเรื่อยมา


“ดาต้า” จัดว่าเป็นข้อมูลพื้นฐาน ส่วนข้อมูลที่จะนำไปวัดประสิทธิภาพประกอบการพัฒนาเมืองจะต้องนำข้อมูลพื้นฐานไปจัดทำดัชนีชี้วัดและนำไปต่อยอดได้อีกด้วย ดังนั้นหากจะดูว่าเศรษฐกิจเข้มแข็งอย่างไรก็จะดูจากผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) ซึ่งเป็นข้อมูลรายได้ประชาชาติระดับจังหวัดที่สามารถอธิบายภาพรวมด้านเศรษฐกิจของจังหวัดได้หรือประชากรกับรายได้ต่อหัวในเมืองนั้นๆ ตลอดจนเรื่องการขนส่ง จะดูในเรื่องของการจราจร ความหนาแน่นของประชากร บางเมืองดูถึงพื้นที่สีเขียวในเมืองและสวนสาธารณะในเมือง ว่ามีอัตราส่วนเพียงพอกับประชากรในเมืองอย่างไรหรือไม่ จะมีพื้นที่เพื่อการพัฒนามากน้อยแค่ไหน อีกทั้งยังดูเรื่องสถานพยาบาล โรงเรียน มีจำนวนเพียงพอกับประชากรหรือไม่ ถือว่าเป็นตัวชี้วัดจากโอเพ่นดาต้านั่นเอง


ขณะนี้พบว่าหลายหน่วยมีความพึงพอใจในข้อมูลที่นำเสนอ แต่ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือการจัดเก็บข้อมูล ความถูกต้อง ความแม่นยำของข้อมูล โดยในต่างประเทศหลายเมืองจะเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นระบบไว้ทั้งหมดจึงพร้อมในการเชื่อมข้อมูลได้ทันที แตกต่างกับประเทศไทยที่สามารถเปิดเผยได้เป็นบางด้าน โดยส่วนใหญ่สำนักงานสถิติแห่งชาติจะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ทั้งหมด มีสูตรในการสุ่มตรวจ ดังนั้นแนวทางปฏิบัติจึงต้องให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบัน แม่นยำ และถูกต้องมากที่สุด


โดยตัวอย่างที่เห็นชัดถึงการนำข้อมูลไปปรับใช้ด้านการพัฒนาเมือง คือ ภูเก็ต ที่สามารถกำหนดขอบเขตหรือออกแบบแผนการพัฒนาได้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด เช่นเดียวกับขอนแก่น ที่ทางเทศบาลในพื้นที่ สถาบันการศึกษาร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเข้มแข็ง ผู้นำเมืองคือผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาสัมผัสกับข้อมูลเพื่อนำไปกำหนดนโยบายพัฒนาให้ตรงตามความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ มีการระดมความคิดเห็นจากหลายฝ่ายจนก่อเกิดเป็นการพัฒนาเมืองอย่างมีทิศทาง ยกตัวอย่างย่านศรีจันทร์ที่ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกเมืองขอนแก่นออกแบบให้เป็นพื้นที่เมืองอัจฉริยะให้ประชาชนผู้อยู่อาศัยได้รับความสะดวกสบาย ปลอดภัยจริงๆ


มองทิศทางการนำข้อมูลไปใช้งานในอนาคตอย่างไร

การทำข้อมูลให้มีความถูกต้องแม่นยำจะต้องเห็นถึงการนำไปใช้ประโยชน์ เมื่อข้อมูลถูกนำออกมาเปิดเผย มาใช้งานจริง นั่นคือข้อมูลเกิดจากการวิเคราะห์ หรือสังเคราะห์มาเป็นอย่างดีก่อนนำไปใช้ในการวางแผนออกแบบเมือง ดังนั้นแหล่งจัดเก็บข้อมูลจึงต้องมีมาตรฐานมากขึ้น ให้มีความถูกต้อง แม่นยำ กลไกเหล่านี้จึงต้องประสานกันเพื่อไม่ให้ข้อมูลที่ได้รับมามีความผิดพลาด เป็นเข็มทิศนำทางได้ ตรวจสอบหรืออ้างอิงแหล่งที่มาได้อย่างแท้จริงหรือมีที่มาที่ไปของข้อมูลนั่นเอง


ปัจจุบันที่เห็นภาพชัดของการนำข้อมูลไปปรับใช้เรื่องการพัฒนาเมืองจับตาไปที่ 5 เมืองหลัก คือ ขอนแก่น ภูเก็ต ระยอง สงขลา(หาดใหญ่) และสระบุรี ที่มีความเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ขอนแก่น ภูเก็ตเห็นภาพชัดเจนแล้ว ส่วนระยองอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตามโครงการสมาร์ทเฮลท์ต่อกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เทศบาลเมือง เช่นเดียวกับสระบุรีที่มีโครงการแอพงานดีที่จะยกระดับข้อมูลด้านแรงงานให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมือง สร้างเศรษฐกิจเมือง


ในการเริ่มทำวิจัยคือการเริ่มทำดัชนีชี้วัดระดับของการพัฒนาเมืองควบคู่กันไปด้วย ทำเกณฑ์ดัชนีจำนวน 10 ข้อ ประกอบด้วย 1) ด้านเศรษฐกิจเข้มแข็ง 2) ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ 3) ด้านการดำเนินทางธุรกิจ 4) ด้านการท่องเที่ยวและกีฬา 5) ด้านการบริการสาธารณสุข 6) ด้านการบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐ 7) ด้านการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็งของชุมชน 😎 ด้านการศึกษา 9) ด้านความปลอดภัย และ 10) ด้านองค์ประกอบพื้นฐานทางกายภาพมีเกณฑ์วัดค่าคะแนน ตั้งแต่ระดับ 1-5 เอาไว้ด้วยจึงมั่นใจว่าน่าจะสะท้อนอะไรได้หลายอย่างของการพัฒนาเมือง หากใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานแล้วนำไปสู่การวางแผนน่าจะมีประโยชน์ในระดับหนึ่งของการตัดสินใจ


มีข้อคิดเรื่องการนำ open data ไปใช้งานอย่างไร

ช่วงที่ผ่านมายังพบปัญหาความถูกต้อง แม่นยำของข้อมูล และต่างคนต่างเก็บ ไม่มีการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน ไม่มีการทำข้อตกลงร่วมกันว่าข้อมูลที่เก็บจะสามารถขอนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญๆที่มีการจัดเก็บโดยหน่วยงานภาครัฐ


“ทีมวิจัยของเราทำงานร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติมาโดยตลอด ซึ่งยังอยากให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญว่าข้อมูลเหล่านั้นมีรูปแบบที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหนจึงเข้าไปร่วมสร้างคลังข้อมูลให้กับสำนักงานสถิติแห่งชาติตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่าควรยกระดับการพัฒนาจัดเก็บคลังข้อมูลด้วยซอฟต์แวร์ทันสมัยโดยเฉพาะนำไปใช้ในภาพรวมของทั้งประเทศ ซึ่งใช้โปรแกรม Microsoft Power BI ได้รับการถ่ายทอดให้กับสำนักงานสถิติแห่งชาติใช้งานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว


เทรนด์บิ๊กดาต้าปัจจุบันรัฐควรมองในมิติใดบ้าง

“มั่นใจมากขึ้นว่าต่อนี้ไปการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ จะมองถึงความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น ผู้ใช้งานจะได้ประโยชน์อย่างไร ช่วงที่ผ่านมานักวิจัยไม่มีโอกาสได้เข้าไปช่วยงานสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปัจจุบันเปิดกว้างแล้วดังนั้นรัฐจึงควรเร่งยกระดับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูล สร้างศักยภาพเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็วและทันต่อเทคโนโลยี จะทำให้หน่วยงานสถิติแห่งชาติเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีข้อมูลครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ให้สมกับที่มีอำนาจและกลไกที่เข้มแข็งด้านการพัฒนาบิ๊กดาต้าของประเทศโดยร่วมกับทีมวิจัยและนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญของประเทศ ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของประเทศไทยที่มีฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าถูกต้อง แม่นยำ ชัดเจนจากการบูรณาการร่วมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั่นเอง”

ขอบคุณภาพจาก…. http://Thaiopendata.org/