“มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม” กับ....มุมมองการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาดูเหมือนรัฐบาลให้ความสำคัญต่อการเร่งผลักดันหลายพื้นที่ให้เป็นเมืองอัจฉริยะ หรือเมืองสมาร์ทซิตี้(Smart City) พร้อมกับคลอดเกณฑ์พิจารณาออกมาชัดเจน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปเร่งพิจารณาโครงการต่างๆที่แต่ละหน่วยงานนำเสนอพิจารณาทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน เช่นเดียวกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของกลุ่มบริษัทพัฒนาเมืองต่างๆที่ได้ยื่นโครงการเข้าพิจารณา

ความคืบหน้าในเรื่องนี้ดร.มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ UCD NEWS ถึงเรื่องความเป็นไปได้ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของ 5 จังหวัดหรือ 5 บริษัทพัฒนาเมือง ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น สระบุรี ระยอง และสงขลา(หาดใหญ่) เพื่อการยกระดับสู่เมือง Smart City จริงๆ ไม่ใช่แค่ในกระดาษไว้ในหลายแง่มุมที่น่าสนใจว่า หากพิจารณาจากการพัฒนาตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ของชาติ 20 ปีจะมีการกล่าวถึงหมวดการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่เน้นเมืองหลัก 7 เมืองเอาไว้แล้ว ซึ่งตรงกับที่ depa จัดทำแผนรองรับไว้ โดยมีจังหวัดภูเก็ตและ 3 จังหวัดในพื้นที่อีอีซีเข้ามาร่วมจัดว่าเป็นกลุ่มเมืองเศรษฐกิจหลักสำคัญของไทยทั้งสิ้น

นอกจากนั้นตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติยังมีเมืองรองที่ได้รับการจัดกลุ่มเข้ามาอยู่ในแผนการพัฒนาครั้งนี้ด้วย เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านเศรษฐกิจ ดึงดูดเมืองโดยรอบให้เกิดการพัฒนาตามไปด้วย

ในเบื้องต้นเห็นว่าศักยภาพของแต่ละเมืองมีความพร้อมแตกต่างกันในแต่ละเรื่อง ดังกรณีของจังหวัดเชียงใหม่ได้เกิดการพัฒนาเมืองแม่เหียะโดยเทศบาลเมืองแม่เหียะ โดยบางจังหวัดมีบริษัทพัฒนาเมืองเข้าไปเป็นแรงผลักดันหลัก ร่วมกับเทศบาลในแต่ละพื้นที่ขับเคลื่อนโครงการต่างๆ เช่นบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง(เคเคทีที) จำกัด เร่งขับเคลื่อนแผนคมนาคมขนส่ง ร่วมกับเทศบาลนครขอนแก่น หรือกรณี “ภูเก็ตพัฒนาเมือง” ผลักดันโครงการรถโดยสารสมาร์ทบัส และข้อมูลบิ๊กดาต้า ซึ่ง depa จะเข้าไปร่วมส่งเสริมศักยภาพให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

สำหรับการพัฒนาเมืองในพื้นที่อีอีซีนั้นพบว่า “เมืองใหม่อัจฉริยะบ้านฉาง” ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโดยเทศบาลบ้านฉาง มีแบบการพัฒนาโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว เน้นเรื่องพลังงานสะอาด ส่วน”ระยองพัฒนาเมือง” ยังเร่งผลักดันโครงการสมาร์ทเฮลท์ให้บริการนำร่องในเขตเทศบาลนครระยองซึ่งยังมีลุ้นว่าจะเกิดผลเป็นรูปธรรมหรือไม่ และคงเริ่มจากขนาดย่อมไปก่อน จากนั้นจึงพิจารณาขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่

เช่นเดียวกับเขตจังหวัดฉะเชิงเทรายังเห็นว่าไม่ได้ริเริ่มโครงการแต่อย่างใด แม้ว่าอีอีซีจะโฟกัสให้เป็นพื้นที่เมืองใหม่ก็ตาม ยังพบว่ามีพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก แต่ที่น่าจับตามองคือชลบุรีที่มีความคึกคักอย่างมาก นำโดยนายสนธยา คุณปลื้ม ล่าสุดจัดสัมมนาแผนแม่บทไอซีที ที่กล่าวถึงเมืองอัจฉริยะในครั้งนี้ด้วย พร้อมกับนำเสนอแผนที่ออนไลน์ผ่านระบบ GIS ข้อมูลบิ๊กดาต้า ส่วนระดับเทศบาลจะพบว่าเทศบาลเมืองแหลมฉบังมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดแล้วจะพบว่ามีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาเป็นตัวนำในการปฏิบัติแทบจะทุกพื้นที่ พัฒนาเมืองเข้าไปร่วมในบางส่วนและจะพอเห็นภาพชัดได้มีไม่กี่เมืองเท่านั้น ทั้งๆที่หลายฝ่ายคิดว่าภาคเอกชนน่าจะเข้มแข็งมากกว่า ส่วนหนึ่งคงเป็นผลของภาพรวมทางเศรษฐกิจ แต่ที่พบคือจะมีบูรณาการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนมากขึ้น ดังที่น่าจับตาคือ โครงการพัฒนาในพื้นที่อีอีซีที่รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนโครงการและเอกชนจ่อลงทุนอีกหลายโครงการตามมา ส่วนเมืองเล็กๆนั้นยังพบว่ากลุ่มทุนซีพีไปลงทุนที่เพชรบุรี ส่วนในระยองยังพบว่ามีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มนำคำว่าสมาร์ทซิตี้มาเป็นคีย์เวิดของการพัฒนาโครงการ อีกทั้งนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ อมตะนคร ยังมุ่งการพัฒนารูปแบบอัจฉริยะ หรือกลุ่มผู้ประกอบการ WHA หันไปโฟกัสการพัฒนาเมืองอัจฉริยะมากขึ้น

มองภาพรวมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างไร

2-3 เมืองที่เริ่มเห็นแวว อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น พอจะเป็นโมเดลให้เมืองอื่นนำไปปรับใช้ แต่หากจะเห็นเต็มรูปแบบ 100% คงจะไม่เป็นไปได้ทั้งหมด เนื่องจากมีโครงการให้พัฒนาอีกมากมาย ยกตัวอย่างเมืองแม่เหียะที่เชียงใหม่ยังมีแผนพัฒนาต่อไปได้ คำว่า “สมาร์ทซิตี้” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การพัฒนาตั๋วร่วม การยกระดับความสะดวกให้ประชาชนของหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น เมืองจึงเป็นการรวมของ 2 อย่างบนพื้นที่รวมกันคือพื้นที่กับคนนั่นเอง จากนั้นปัญหาสิ่งแวดล้อม การศึกษา และเรื่องความปลอดภัยจะตามมาในที่สุด จะต้องใส่เทคโนโลยีเข้าไปหากจะทำให้ได้สิ่งที่ดีขึ้น โดยยึดประชากรเป็นศูนย์กลาง ตอบโจทย์ความต้องการได้จึงจะเป็นเมืองอัจฉริยะได้สมบูรณ์แบบจริงๆ

depa ใช้งบประมาณเข้าไปสนับสนุนอย่างไร

ต่อเรื่องนี้ดร.มนต์ศักดิ์ตอบข้อสงสัยของอีกหลายคนว่า เพื่อให้บริษัทพัฒนาเมืองเดินหน้าต่อรัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนได้อย่างไรทั้งงบประมาณ องค์ความรู้และบุคลากร มองว่าเรื่องงบประมาณส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น โดยปี 2563 ปรับกรอบวงเงินไปแล้วประมาณ 10 ล้านบาท ผ่านมาแล้ว 3 งวด ส่วนปี 2564 ยังอยู่ในแผน เน้นให้ดำเนินการในแต่ละโซลูชั่นของเมืองเป็นงบประมาณที่ร่วมลงทุนไม่ใช่เงินให้เปล่า เพื่อให้เกิดความยั่งยืนด้วยตัวเองได้จริง

ส่วนบุคลากรได้จัดสัมมนาเพื่อสร้างคน เชิญวิทยากรมาถ่ายทอดความรู้ให้แต่ละเมือง มาแลกเปลี่ยนความรู้ต่อกัน ดังนั้นจึงพบว่าบางเมืองบางจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะเจ้าเมืองนั้นๆจะกระตือรื้อล้นเรื่องการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถกระตุ้นในรูปแบบกลยุทธ์เชิงนโยบายส่งเสริมให้แต่ละเมืองจัดทำแผนเมืองอัจฉริยะนำเสนอเพื่อให้คณะกรรมการสมาร์ทซิตี้ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาอนุมัติแผนไปดำเนินการ

“depa เปิดคลีนิคให้คำปรึกษาในภาคปฏิบัติควบคู่กันไปด้วย ทั้งเรื่องเงินทุน การบริหารจัดการ เทคโนโลยีที่เหมาะสม ว่าจะเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาได้ขอให้ผู้ที่ยื่นโครงการกลับไปปรับปรุงข้อมูลให้ครอบคลุมในหลายด้านกับหลายเมืองมาแล้ว”

ดร.มนต์ศักดิ์กล่าวถึงเรื่องบุคลากรด้านสมาร์ทซิตี้ว่าปัจจุบันบุคลากรด้านสมาร์ทซิตี้และด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องประเทศไทยยังมีความต้องการอีกมาก โดยเน้นไปที่ 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ 1.ระดับโอเปอเรชั่น คือ ช่างติดตั้ง ซ่อมบำรุง 2.นักพัฒนา เปลี่ยนซอฟท์แวร์ หรือดูแลระบบให้ใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา 3.กลุ่มผู้นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์

ปี 64 มองอานิสงส์ต่อยอดจากปีนี้ไว้อย่างไร

ในมุมมองของดร.มนต์ศักดิ์มองว่าจะมีผลอย่างมาก เข้าทำนองตีเหล็กกำลังร้อน เนื่องจากความพร้อมด้านบุคลากรมีมากขึ้นจากที่ได้เรียนรู้เทคโนโลยีมาเป็นอย่างดีในช่วงโควิด-19 นอกจากนั้นปี 2564 ภาคการลงทุนของภาครัฐมีความชัดเจนจริงๆเพื่อให้เกิดการกระตุ้นครั้งใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่โครงการของบางบริษัทพัฒนาเมืองจะต้องปัดฝุ่นมาพิจารณาหรือปรับแผนดำเนินการใหม่ ภาพรวมหากโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐลงทุนภาคเอกชนจะมั่นใจด้านการลงทุนตามมาแน่ โครงการในอีอีซีถูกนำมาเร่งรัดต่อเนื่อง

ช่วงที่ผ่านมาพบว่าพื้นที่ในจังหวัดชลบุรีทราบว่ามีหลายพื้นที่จะถูกนำมาพัฒนาสมาร์ทซิตี้ ทั้งของรัฐและของเอกชน ขณะนี้ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจของชลบุรียังเป็นปัจจัยบวกต่อการผลักดัน อาทิ โซนพนัสนิคมยังพร้อมผลักดัน 7 รูปแบบสมาร์ทคือ สมาร์ทเกี่ยวทรานสปอตเทชั่น 13 เส้นทาง โซลาฟาร์ม บำบัดน้ำเสีย/สภาพแวดล้อม เกี่ยวกับสุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ และความปลอดภัย ซึ่ง depa ได้รีวิวคอมเมนต์ จัดประชุมออนไลน์แต่ละโครงการไปแล้ว ดังนั้นหลังผ่านพ้นโควิด-19 คงจะลงพื้นที่ติดตามเชิงลึกกับรายต่างๆต่อไป