มองครบทิศแก้ปัญหา Covid 19 วิกฤตินี้ สร้างโอกาส

โดย….อาจารย์อภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์
ผู้เชี่ยวชาญ Ceative Sharing Economy


ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการประกาศพระราชกฤษฎีกาลดภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบางประเภท พ.ศ. 2563 ส่วนจะเป็นบวกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือลบ ที่จะฉุดเศรษฐกิจหลังโควิด-19 อย่างไรบ้างนั้นเรามาดูในรายละเอียดกันดีกว่าครับ


การลดอัตราภาษีให้กับประชาชน เพื่อช่วยแก้ปัญหาในภาคธุรกิจนั้น อย่างไรก็ตามก็นับว่าเป็นผลบวกต่อประชาชน และช่วยบรรเทาภาวะความเดือนร้อน ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกันในทุกภูมิภาคของโลกเลยทีเดียว สถิติด้านความเสียหายต่อผลกระทบนี้หลายมิติไม่เคยเกิดขึ้นรุนแรงเช่นนี้ แต่สิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึงอย่างละเอียดถี่ถ้วนยังมีอีกหลายปัจจัยอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่เพียงการลดค่าใช้จ่ายด้านภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะยังมีภาระภาษีอีกจำนวนมาก ซึ่งทางรัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ควรจะศึกษาและพิจารณาผลกระทบอย่างลึกซึ้งในด้านการออกมาตรการช่วยบรรเทาภาระภาษีของภาคประชาชนอย่างรอบด้าน และจัดทำแผนช่วยเหลือด้านการลดภาระดังกล่าวได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นภาษีทางตรง หรือภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(คิดเป็นราว 15% ของภาษีทั้งหมด) ภาษีเงินได้นิติบุคคล(คิดเป็น 29% ของภาษีทั้งหมด) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (คิดเป็น 37% ของภาษีทั้งหมด) และอีก 19% จะมาจากภาษีอากรประเภทอื่นๆ อีกกว่า 10 ประเภท เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ภาษีสินค้าเข้า-ออก ฯลฯ เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้เหมือนเดิม สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจในประเทศต่างๆ คาดการณ์ว่าใช้เวลาอย่างน้อย 3 – 8 ปี ขึ้นอยู่กับผลกระทบจาก Covid 19 และปัจจัยผลกระทบเศรษฐกิจเดิม

เมื่อวิเคราะห์ในส่วนของพ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ นั้นก็ยังมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องของกฎหมายฉบับรองที่จะช่วยส่งเสริมให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และไม่เป็นผลกระทบรุนแรงกับประชาชนในภาคธุรกิจการค้าเฉพาะด้านใดๆ ซึ่งมีประเด็นข้อคิดสำคัญดังนี้

1.การกำหนดลักษณะการใช้งานที่ถูกต้องเพื่อให้สอดรับกับข้อเท็จจริง เช่น กรณีอาคารชุด Apartment หอพัก ห้องเช่า ก็ควรระบุลักษณะการใช้งานให้เป็นที่พักอาศัย มิใช่อื่นๆ (การพาณิชย์)
2.การประเมินราคาทุนทรัพย์ที่เป็นสิ่งปลูกสร้างชนิดพิเศษประเภทต่างๆ จะต้องมีมาตการรองรับในการเข้าทำการประเมิน เพราะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับภาคประชาชน
3.มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้มีสินค้าคงค้างจำนวนมาก หรือก่อสร้างไม่เสร็จ ซึ่งมีผลกระทบรุนแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
4.ความพร้อมในการสำรวจ และประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นทางระบบเทคโนโลยี อัตรากำลังพล
5.การวางแผนการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบที่สอดรับกับโลกยุค Digital Transformation ที่จะทำให้สามารถนำข้อมูลมหาศาลนี้ไปใช้เพื่อการเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้ (ระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน)
6.การคำนึงถึงผลกระทบต่อการดำเนินการชำระภาษีของประชาชนในด้านของต้นทุนอื่นๆ เช่น กรณีประชาชนที่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีเมื่อคำนวณแล้วมีอัตรา 200 บาท แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเสียภาษีที่มากกว่า ต้องลางานเพื่อเดินทางไปชำระ ควรออกแบบวิธีการชำระภาษีที่ไม่สร้างภาระส่วนเพิ่มให้กับประชาชน
7.ระบบการแจ้งข้อมูลภาระภาษีฯ ที่ทั่วถึงเพื่อให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดกรณีการไม่ชำระภาษี เพราะเกิดจากการไม่รู้ข้อมูลภาระภาษีของตน เพราะเป็นกฎหมายใหม่ ภาครัฐจำเป็นอย่างมากที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนด้วยการกำหนดแผนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง อย่ามองแต่มิติว่าประชาชนมีหน้าที่พลเมืองในการต้องรู้กฎหมาย แต่กฎหมายไทยเรานั้นมีเยอะ และเข้าใจไม่ง่ายเลย รัฐต้องช่วยเหลือประชาชน ให้ความสำคัญในการสร้างความเข้าใจ มีการออกแบบแผนการสื่อสารอย่างเป็นระบบ กฎหมายปัจจุบันที่ออกมาแต่ละฉบับไม่เคยมีการให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จึงทำให้เกิดความไม่เข้าใจ ไม่ปฏิบัติตาม ไม่สนองต่อวัตถุประสงค์ จนทำให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

จากเหตุการณ์ความรุนแรงของโรคระบาด Covid 19 ในครั้งนี้ควรเป็นการสร้างบทเรียน การตระหนักรู้ในหลายๆ มิติให้กับประเทศไทย ให้เรารู้จักใช้วิกฤติเป็นข้อมูลชั้นดีในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย เสมือนว่าเรามีกำลังความสามารถอย่างมาก แต่เราไม่เคยใช้มัน หรือใช้อย่างไม่เข้าใจ ตัวอย่างเช่น รถไฟฟ้าส่วนบุคคล (EV Car) เราเอาพลังงานไฟฟ้าไปใช้แต่ในเครื่องไฟฟ้าเดิมๆ และเอาไปหมุนล้อให้เราเคลื่อนที่ แต่สร้างมลภาวะเสียหายอย่างมหาศาล เสียค่าใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลือง โดยอ้างหลักเหตุผลว่าเราเป็นประเทศผลิตรถยนต์ ถ้าเปลี่ยนเราจะสูญเสียรายได้ ทั้งที่จริงแล้วเราใช้วิธีค่อยๆ ปรับได้ แต่ต้องมีความมุ่งมั่นจริงๆ และออกแบบแผนยุทธศาสตร์การปรับ หรือกรณีทางด้านการสาธารณสุข การแพทย์ และความสามารถด้านการบำรุงรักษาพยาบาลของไทย เรามีดีมากๆ มานานแล้ว เรามีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูง (จนเราสมองไหลมีแพทย์ไทยไปทำงานอยู่ต่างประเทศจำนวนมาก) เพราะเราไม่เคยให้น้ำหนักการพัฒนาด้านนี้อย่างจริงจัง

เรื่องการท่องเที่ยวลักษณะ Medical Tourism , telemedicine จนสถานการณ์นี้ทำให้รัฐบาลไทย จนถึงประชาคมโลกได้รู้จักนักรบเสื้อกราวน์ของไทย ว่าเรามีศักยภาพมากเพียงใด ซึ่งรัฐบาลควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง และเร่งด่วนให้กระทรวงหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ได้เร่งใช้ข้อมูลวิกฤตินี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศ เช่น การทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว สร้างโครงการ smart hygiene city เมืองน่าเที่ยว ปลอดโควิด-19 ระดับโลก เมืองไหนสถิติเรื่อง Covid 19 ดูแลได้ดีมากๆ เร่งโปรโมท เพราะนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพยังไงก็ยังมีอยู่ทั่วโลก แต่จะดีมากถ้านักท่องเที่ยวมั่นใจที่จะมาเที่ยวไทย แล้วเราจึงจะบอกได้เต็มปากว่า เรารู้จักการใช้วิกฤติเป็นโอกาสอย่างแท้จริง เพื่อให้ช่วยในการพลิกฟื้นสังคม และเศรษฐกิจของไทย และการจัดเก็บภาษีที่ดิน และภาษีอื่นๆ ก็จะไม่ใช่อุปสรรคถ้ารัฐช่วยเหลือให้ประชาชนมีรายได้


สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลในสถานการณ์นี้จะต้องทำหน้าที่เป็นนักธุรกิจในตำแหน่งที่เรียกว่า B.D (Business Development) ใช้ความสามารถ และทรัพยากรอันทรงคุณค่าของไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้เติบโต และยั่งยืนได้ สิ่งนี้จะพลิกวิกฤติ เป็นโอกาสอย่างแท้จริง