“พรีเซ้นต์เทคโนโลยี” ผุดตู้ฆ่าเชื้ออัจฉริยะพลังแสง UVC

“พรีเซ้นต์เทคโนโลยี” โหนกระแสโควิด-19 ผนึกม.เกษตรฯและพันธมิตรทางธุรกิจผุดตู้ฆ่าเชื้ออัจฉริยะพลังแสง UVC ฝีมือคนไทยผลิต เน้นฆ่าเชื้อเฉพาะจุด รัศมี 10-15 เมตร เหมาะใช้งานทั้งในอาคารสำนักงาน ศูนย์ประชุม ห้องพัก โรงแรม กลุ่มไบเทคไวกว่านำทดสอบทันที ล่าสุดเตรียมนำเสนอสกสว.เร่งผลักดันใช้พัฒนาเมืองต่างๆ

นายภูวนารถ ยกฉวี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีเซ้นต์ เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยกับ UCD news ว่า ร่วมกับ ”บริษัทเทอราเทค จำกัด” พันธมิตรทางธุรกิจและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผลิตตู้ฆ่าเชื้อด้วยพลังแสง UVC ฝีมือคนไทยผลิตเองในประเทศ

ปัจจุบันสินค้าเครื่องมือแพทย์ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่ตู้ฆ่าเชื้อด้วยพลังแสง UVC นี้คนไทยผลิตได้เอง โดยคุณสมบัติของตู้ฆ่าเชื้อด้วยพลังแสง UVC เมื่อเทียบกับการพ่นยาฆ่าเชื้อแล้วในระยะยาวจะราคาย่อมเยาและคุ้มค่ามากกว่า

โดยทีมผลิตตู้ดังกล่าวมีประสบการณ์ในวงการวิศวกรไฟฟ้า เล็งเห็นว่าหากห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ตลอดจนศูนย์ประชุม หรืออาคารสำนักงานต่างๆที่ปิดบริการในแต่ละวันจะต้องใช้งบประมาณไปพ่นยาฆ่าเชื้อเดือนละหลายหมื่นบาท แต่หากใช้นวัตกรรมตู้ฆ่าเชื้อพลังแสง UVC เข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระได้จะประหยัดงบประมาณลดต้นทุนได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยเฉพาะช่วงที่กำลังจะเปิดให้บริการภายหลังคำสั่งรัฐบาลคลายล็อกดาวน์จากโควิด-19 ในเร็วนี้

ดังนั้นหนึ่งในนวัตกรรมฆ่าเชื้อด้วยการใช้พลังแสง UVC จึงเป็นทางเลือกของการนำมาใช้งานโดยคุณสมบัติเด่นใช้หลอดไฟฟิลิปไปดำเนินการ แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งกับคนได้หากต้องโดนรังสีเป็นระยะเวลานานๆแต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงในจุดที่ตู้ทำการฆ่าเชื้อในช่วงนั้นๆซึ่งในโรงพยาบาลจะนิยมนำไปใช้ในห้องปลอดเชื้อเพื่อการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ

“โดยนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้งาน กำหนดระยะเวลาไว้จุดละประมาณ 15 นาที เหมาะสำหรับนำไปใช้งานภายในอาคารสำนักงาน ห้องประชุม โรงแรม ฯลฯ เพื่อการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคก่อนที่จะเข้าไปใช้บริการ และภายหลังการใช้บริการห้องนั้นๆเรียบร้อยแล้ว เชื้อโรคจะตายตั้งแต่ 5 นาทีแรกเป็นต้นไป สำหรับความสะดวกในการใช้งานมีเซนเซอร์กำกับการให้บริการ ควบคุมด้วยไอแพด มีล้ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย ความสูงประมาณ 1.90 เมตร จึงเคลื่อนย้ายไปตามจุดต่างๆเช่น ในลิฟต์ ห้องประชุม ห้องทำงาน ห้องพักโรงแรมได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ทั้งก่อน และหลังใช้งานห้องนั้นๆ”

นายภูวนารถกล่าวอีกว่า เตรียมนำเสนอผลงานดังกล่าวให้ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการภารกิจการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และกรอบงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ว่ามีนวัตกรรมของคนไทยน่าสนใจเหมาะที่สกสว.จะนำไปใช้งานหรือช่วยให้แต่ละบริษัทพัฒนาเมืองนำไปใช้งานเพื่อสร้างความปลอดภัยจากเชื้อโรคร้ายต่างๆ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมในการเปิดให้บริการหลังผ่านพ้นโควิด-19 ไปแล้ว ล่าสุดกลุ่มไบเทคนำเครื่องไปทดสอบการใช้งานและยังมีอีกหลายบริษัทให้ความสนใจ

สำหรับคุณสมบัติสามารถทำลายฝุ่น PM 2.5 ไรฝุ่น เชื้อแบคทีเรียต่างๆ ตลอดจนเชื้อวัณโรค โรคโควิด-19 เป็นต้น ภายในเครื่องจะมีเครื่องกรองอากาศติดตั้งเอาไว้ด้วย เชื้อโรคขนาดเล็กจึงถูกกำจัดไปโดยง่าย ระยะปลอดภัยภายในรัศมี 5 เมตร หรือ 100 ตร.ม. แบตเตอรี่ภายในเครื่องใช้งานได้ประมาณ 2 ชั่วโมง และทุก ๆ 15 นาทีเครื่องจะตัดระบบการทำงานเพื่อความปลอดภัยด้านความเข้มของแสง

“หุ่นยนต์ฆ่าเชื้ออัจฉริยะด้วยระบบแสง UVC นี้ควบคุมด้วย TERA Intelligent Pad Controls™ ยับยั้งการระบาดเชื้อ Covid19 เชื้อไวรัสและแบคทีเรียสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ 360 องศา ทั้งในอากาศและพื้นผิวได้ถึง 99% ทำลายเชื้อโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ฆ่าได้ถึงระดับ DNA และ RNA ใช้เวลาเพียง 5-20 นาที ปราศจากสารเคมีตกค้าง สามารถเข้าใช้พื้นที่ได้ทันที โดยรุ่น Teratron UVG-1 มีปริมาณแสงเข้มข้นทำให้เชื้อโรคตายในระยะเวลาอันสั้น มีระบบกรองอากาศ ที่กรองได้แม้ฝุ่น PM2.5 ซอฟแวร์อัจฉริยะ สามารถคำนวณพื้นที่และเวลาในการฆ่าเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวเครื่องสามารถควบคุมได้จากระยะไกล ด้วย TERA Intelligent Pad Controls™ เพิ่มความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ประหยัดพลังงาน เสมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ใช้งานง่าย สามารถทำงานร่วมกับการทำความสะอาดอื่นได้”

นายภูวนารถ กล่าวต่อว่า โครงการนี้ทำวิจัยผลิตเครื่องฆ่าเชื้อพลังแสง UVC ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงเป็นหลักประกันด้านผลวิจัยชัดเจน อีกทั้งประสิทธิภาพของหลอดแสงฟิลิปยังได้การรับประกันจากบริษัทผู้ผลิตชั้นนำระดับโลก ทั้งจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

“คนไทยผลิตได้ราคาจำหน่ายเพียงหลักแสนบาทถึง 1 ล้านบาทใช้ระบบควบคุมด้วยไอแพด จึงใช้ระยะเวลาดำเนินการในจุดหนึ่งๆเพียง 10-15 นาทีเท่านั้น โครงการนี้หากจะเรียกว่าปลดผลงานวิจัยพ้นหิ้งก็คงไม่ผิดหรอก เพราะเห็นว่าผลงานวิจัยของนักวิจัยไทยมีดีมากมาย เช่นเดียวกับโครงการนี้ที่ได้เร่งผลักดันให้ออกมาใช้งานได้ทันช่วงไวรัสโควิด-19 พอดี อีกทั้งถ้าซื้อสินค้าจากต่างประเทศราคาจะแพงมาก ดังนั้นหากไทยสามารถผลิตเองได้น่าจะประหยัดได้อีกมากมาย สินค้าที่ไทยสามารถผลิตเองได้ยังมีหลายราคาให้เลือก ราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท ในเร็วๆนี้จะผลิตรุ่นใหม่ออกมาป้อนตลาดอีก ขนาดเล็กกว่า รุ่นแรกน้ำหนัก 48 กิโลกรัม ตัวฐานทำจากล้อแมคคานิกสามารถเข็นได้สะดวก”